🇹🇭 ภาษาไทย 🇬🇧 ENGLISH
Face Layer 101 :
เจาะลึก 5 ชั้นโครงสร้างใบหน้า
ไขความลับ "ทำไมหน้าถึงแก่?" และวิธีแก้ให้ตรงจุด
เคยสงสัยไหมครับ? ว่าทำไมบางครั้งเราทาครีมแพงๆ เท่าไหร่ หน้าก็ยังดูไม่กระชับ? หรือทำไมเพื่อนรุ่นเดียวกันบางคนดูหน้าเด็กกว่าเรามาก? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "ผิวภายนอก" ที่เรามองเห็นเพียงอย่างเดียวครับ แต่ความลับที่แท้จริงซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังของเรา
ในฐานะหมอ หมอเจอคนไข้หลายคนที่เข้ามาปรึกษาเรื่องความหย่อนคล้อย แก้มห้อย หรือร่องแก้มลึก และมักจะคิดว่าแค่ "ดึง" ผิวให้ตึงก็จบ แต่ในความเป็นจริง ใบหน้าของเราเปรียบเสมือน "บ้าน" ที่มีโครงสร้างซับซ้อนซ้อนทับกันถึง 5 ชั้น และการที่บ้านหลังนี้จะดูทรุดโทรมลง (หรือหน้าแก่นั่นเอง) มันเกิดจากการเสื่อมสภาพของ "หลายชั้น" พร้อมๆ กัน
วันนี้หมอจะพาไปถอดรหัสวิชา Face Layer 101 แบบเจาะลึกแต่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเข้าใจใบหน้าตัวเองมากขึ้น และเลือกวิธีรักษาได้คุ้มค่า ตรงจุดที่สุดครับ
รู้จัก "โครงสร้างใบหน้า 5 ชั้น"
( The 5 Layers of Facial Anatomy )
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการว่าใบหน้าเราประกอบไปด้วยชั้นต่างๆ ตั้งแต่ชั้นนอกสุดลึกลงไปจนถึงกระดูก รวมทั้งหมด 5 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นมีหน้าที่และ "ปัญหา" เมื่อเวลาผ่านไปที่แตกต่างกันครับ
ชั้นที่ 1: ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) – เกราะป้องกันด่านแรก
นี่คือชั้นผิวหนังที่อยู่ด้านนอกสุดที่เราสัมผัสได้ครับ
หน้าที่ : เป็นเหมือน "หลังคาบ้าน" คอยปกป้องผิวจากมลภาวะ แสงแดด ฝุ่น PM 2.5 และเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราแก่ตัวลง : เคยสังเกตไหมครับว่าทำไมยิ่งอายุเยอะ ผิวยิ่งแห้ง? นั่นเพราะการผลัดเซลล์ผิวช้าลง และเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) อ่อนแอลง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่าย ผิวจึงดูแห้งกร้าน ขาดความสดใส และเกิดริ้วรอยตื้นๆ ได้ง่ายครับ
วิธีดูแลเบื้องต้น : การทามอยส์เจอไรเซอร์และกันแดดสำคัญมากในชั้นนี้
ชั้นที่ 2: ชั้นหนังแท้ (Dermis) – โรงงานผลิตความเด้ง
ลึกลงไปใต้หนังกำพร้า คือชั้นที่มีความสำคัญมากในวงการแพทย์ความงาม
หน้าที่ : เป็นที่อยู่ของเส้นเลือด เส้นประสาท และที่สำคัญที่สุดคือ "คอลลาเจน (Collagen)" ที่เปรียบเสมือนเสาเข็มให้ความแข็งแรง และ "อีลาสติน (Elastin)" ที่เป็นสปริงให้ความยืดหยุ่น
ปัญหาความหย่อนคล้อย : เมื่ออายุเลย 25 ปี ร่างกายจะผลิตคอลลาเจนลดลงทุกปี เส้นใยอีลาสตินก็เริ่มยืดเหมือนยางวงที่เก่า ผลลัพธ์คือ ผิวเริ่ม "ยวบ" ไม่แน่น ไม่เด้งสู้มือเหมือนก่อน รูขุมขนกว้างขึ้น และเริ่มเกิดริ้วรอยถาวร
ทางออก : เทคโนโลยีที่ทำงานในชั้นนี้ได้ดีคือ กลุ่มที่ใช้ความร้อนกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เช่น Thermage FLX ที่เน้นเรื่องผิวแน่น (Tightening) หรือการฉีด Collagen Biostimulator เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้กลับมาหนาและแข็งแรงครับ
ชั้นที่ 3: ไขมันชั้นตื้น (Superficial Fat) – ตัวกำหนดความละมุน
ชั้นนี้คือชั้นไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังครับ
หน้าที่ : เปรียบเสมือน "นุ่น" ที่บุอยู่ใต้ผิว ช่วยให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ มีความละมุน (Volume) และดูเด็ก
ปัญหาที่พบบ่อย : ไขมันชั้นนี้มีนิสัยชอบ "เคลื่อนที่" ครับ! จากเดิมที่เคยอยู่ตรงโหนกแก้มสวยๆ แรงโน้มถ่วงจะดึงให้มันไหลลงมากองรวมกันด้านล่าง ทำให้เกิดปัญหากรอบหน้าไม่ชัด หน้าดู "ฟุ้ง" แก้มห้อย หรือเกิดร่องน้ำหมาก
ทางออก : หากไขมันเคลื่อนตัวลงมา การใช้ การร้อยไหม (Thread Lift) เพื่อ "ดึง" ไขมันกลับขึ้นไปเก็บในตำแหน่งเดิม เป็นวิธีที่ตรงจุดมาก หรือถ้ามีไขมันเยอะเกินไป การทำ Ultraformer III หรือ Thermage FLX ก็ช่วยสลายไขมันบางส่วนและกระชับผิวบริเวณนี้ได้ครับ
ชั้นที่ 4: ชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) – หัวใจของการยกกระชับ
นี่คือชั้นที่หมอศัลยกรรมให้ความสำคัญที่สุด และเป็น Keyword สำคัญ ของการยกกระชับยุคใหม่ครับ
หน้าที่ : SMAS คือแผ่นพังผืดเหนียวๆ ที่ห่อหุ้มกล้ามเนื้อใบหน้าไว้เป็นผืนเดียว เปรียบเสมือน "ตาข่าย" หรือโครงสร้างแขวนพยุงใบหน้าทั้งหมดไว้
ตัวการหน้าห้อย : เมื่ออายุมากขึ้น ตาข่าย SMAS นี้จะ "ยืดและหย่อน" ลงตามแรงโน้มถ่วงครับ พอมันหย่อน มันก็ไม่ได้หย่อนแค่ตัวมันเอง แต่มันดึงเอาชั้นไขมันและชั้นผิวหนังด้านบนให้ตกลงมาด้วย! ทำให้แก้มห้อย ขอบกรามเบลอ และเกิดเหนียง
ทางออก : การผ่าตัดดึงหน้าคือการเข้าไปเย็บชั้น SMAS นี้ให้ตึง แต่ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็น การร้อยไหมยกกระชับ, Ultraformer III (MMFU) หรือ Ulthera ที่สามารถส่งพลังงานลงไปทำให้ชั้น SMAS หดตัวและยกกระชับขึ้นได้ เปรียบเหมือนการเย็บผิวจากภายในนั่นเองครับ
ชั้นที่ 5: ไขมันชั้นลึกและกระดูก (Deep Fat & Bone) – ฐานรากที่ทรุดตัว
ชั้นลึกที่สุดที่เป็นฐานของใบหน้า
หน้าที่ : กระดูกใบหน้าคือ "เสาหลัก" ของบ้าน ส่วนไขมันชั้นลึกช่วยพยุงโครงสร้างต่างๆ ให้คงรูป
ปัญหาที่คาดไม่ถึง : หลายคนไม่ทราบว่า เมื่อเราแก่ตัวลง "กระดูกหน้าจะยุบตัวลง" (Bone Resorption) ครับ! โดยเฉพาะบริเวณเบ้าตา ขมับ และร่องแก้ม เมื่อฐานรากทรุด เนื้อเยื่อด้านบนก็ไม่มีที่เกาะ จึงไหลตกลงมา ทำให้หน้าดูตอบ ดูโรย ตาลึก และดูเหนื่อยล้า
ทางออก : การแก้ปัญหาชั้นนี้มักต้องใช้การ "เติมเต็ม" เพื่อเสริมฐานกระดูกที่หายไป เช่นการใช้ Filler ในเทคนิคการยกพยุงครับ
ทำไมหน้าถึงหย่อนคล้อย?
(The Domino Effect of Aging)
จากโครงสร้างทั้ง 5 ชั้น จะเห็นว่าความแก่ชราไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่มันคือ Domino Effect ครับ
กระดูกยุบ (ชั้น 5) : ฐานทรุด
SMAS ยืด (ชั้น 4) : โครงพยุงพัง
ไขมันไหล (ชั้น 3) : วอลลุ่มเคลื่อนที่
คอลลาเจนหาย (ชั้น 2) : ผิวขาดความแน่น
ผิวแห้ง (ชั้น 1) : เกิดริ้วรอย
"ดังนั้น การรักษาที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด จึงไม่ใช่การทำแค่หัตถการเดียว แต่คือการวิเคราะห์ว่าปัญหาของคุณอยู่ที่ชั้นไหน และเลือกเครื่องมือจัดการให้ถูกชั้น"
เทคโนโลยีคืนความกระชับ:
เลือกให้ถูก "ชั้น" เพื่อผลลัพธ์ที่ปัง
ที่ The Hourglass Clinic เรายึดหลักการรักษาแบบ Personalized Design หรือการออกแบบเฉพาะบุคคล โดยวิเคราะห์ปัญหาในแต่ละชั้นผิวของคุณ เพื่อเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุดครับ
1. ปัญหาชั้น SMAS หย่อน (แก้มห้อย กรอบหน้าไม่ชัด)
ต้องใช้เทคโนโลยีที่ลงลึกถึงชั้น SMAS เพื่อยกโครงสร้าง
แนะนำ: ร้อยไหมยกกระชับ ซึ่งช่วยกระชับชั้น SMAS ที่หย่อนให้กลับตึงขึ้นไป พร้อมล็อคให้อยู่ทรงนานขึ้น ช่วยให้รูปหน้าเข้ารูป
แนะนำ: Ultraformer III ด้วยเทคโนโลยี MMFU ที่ส่งพลังงานลงลึกถึงชั้น SMAS ทำให้เกิดการยกกระชับ ปรับรูปหน้า V-Shape ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
2. ปัญหาชั้น Dermis ขาดคอลลาเจน (ผิวหลวม ยับ ไม่แน่น)
ต้องใช้เทคโนโลยีที่เน้นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ และทำให้ผิวแน่น (Tightening)
แนะนำ: Thermage FLX ราชาแห่งการกู้ผิวแน่น ส่งความร้อนทั่วถึงเพื่อปลุกคอลลาเจนให้ตื่นตัว ผิวจะแน่นฟูและละเอียดขึ้น
แนะนำ: Collagen Biostimulator การฉีดกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว
3. ปัญหาไขมันชั้นตื้นเคลื่อนตัว (ร่องแก้มลึก หน้าไม่เข้ารูป)
ต้องการการ "เคลื่อนย้าย" เนื้อเยื่อกลับสู่ตำแหน่งเดิม
แนะนำ: โปรแกรมร้อยไหม (Thread Lift) โดยเฉพาะเทคนิค THC Lock ที่เป็นเอกสิทธิ์ของเรา ซึ่งช่วยดึงไขมันที่ตกให้กลับขึ้นไป พร้อมล็อคให้อยู่ทรงนานขึ้น
4. ปัญหาผิวชั้นบน (ผิวแห้ง ไม่สดใส)
ต้องการการฟื้นฟูระดับเซลล์
แนะนำ: Platelet Concentration Therapy หรือ Collagen Biostimulator หรือโปรแกรมงานผิวอื่นๆ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ให้กลับมาสดใส ชุ่มชื้น
FAQ:
คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้าและการยกกระชับ
Q: ทำไมบางคนทำ HIFU/Ultraformer แล้วไม่เห็นผล?
A: สาเหตุหลักมักเกิดจาก 2 กรณีครับ 1. ปัญหาความหย่อนคล้อยไม่ได้เกิดจากชั้น SMAS เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากกระดูกยุบตัวหรือไขมันหาย ซึ่ง HIFU แก้ไขไม่ได้ 2. การใช้พลังงานหรือเทคนิคการยิงไม่ถูกต้อง ไม่โดนชั้น SMAS หรือจำนวนช็อตไม่เพียงพอ ดังนั้นการวิเคราะห์โครงสร้างหน้าก่อนทำจึงสำคัญมากครับ
Q: ครีมลดริ้วรอย สามารถซึมลงไปแก้ปัญหาชั้น SMAS ได้ไหม?
A: น่าเสียดายที่ "ไม่ได้" ครับ ครีมบำรุงส่วนใหญ่จะทำงานอยู่แค่ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) หรือซึมได้ลึกสุดแค่ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ตอนบนเท่านั้น ไม่สามารถลงลึกไปถึงชั้นไขมันหรือชั้น SMAS เพื่อดึงหน้าได้ ครีมจึงช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและริ้วรอยตื้นๆ ได้ แต่ไม่สามารถแก้หน้าห้อยได้ครับ
Q: ควรเริ่มดูแลยกกระชับหน้าตอนอายุเท่าไหร่?
A: จริงๆ แล้วเราเริ่มสูญเสียคอลลาเจนตั้งแต่อายุ 25 ปีครับ การเริ่มทำหัตถการกลุ่มยกกระชับ (เช่น Ultraformer หรือ Thermage) ปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 25-30 ปี จะถือเป็นการ "Pre-juvenation" หรือการป้องกันก่อนเกิดปัญหา ซึ่งจะช่วยคงสภาพโครงสร้างทั้ง 5 ชั้นไว้ได้ดีกว่าและนานกว่าการมารักษาตอนอายุเยอะครับ
Q: ถ้าร้อยไหมแล้ว จำเป็นต้องทำเครื่องยกกระชับอีกไหม?
A: ขึ้นอยู่กับปัญหาครับ การร้อยไหมเก่งเรื่องการ "ย้ายตำแหน่ง" หรือ “ ตรึงชั้น SMAS หรือ เนื้อเยื่อ “ (Mechanical Lift) แต่ไม่ได้ช่วยเรื่อง "คุณภาพผิว" หรือความแน่นของคอลลาเจน (Biological Lift) ได้เท่ากับเครื่องมือกลุ่มพลังงาน ดังนั้นในหลายเคส หมอจึงแนะนำให้ทำคู่กัน เพื่อให้หน้ายกด้วยและผิวแน่นด้วยครับ
Q: ชั้นผิวไหนที่รักษาแล้วเห็นผลการเปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุด?
A: ถ้าพูดเรื่อง "รูปหน้า" การจัดการกับ ชั้นที่ 3 (ไขมัน) และ ชั้นที่ 4 (SMAS) จะเห็นผลเรื่องกรอบหน้าและ V-Shape ชัดเจนที่สุดครับ แต่ถ้าพูดเรื่อง "งานผิว" ความเด็ก ความสดใส ต้องจัดการที่ ชั้นที่ 2 (Dermis) ครับ
บทสรุปจากหมอ:
หัวใจของการรักษาคือ "การประเมิน" ปัญหาของใบหน้า
ความหย่อนคล้อยของแต่ละคนมี "ส่วนผสม" ของปัญหาใน 5 ชั้นนี้ไม่เหมือนกันครับ บางคนหนักที่กระดูกยุบ บางคนหนักที่ SMAS ยืด หรือบางคนเป็นทุกชั้นรวมกัน
การเดินเข้าไปคลินิกแล้วจิ้มเลือกโปรแกรมเองอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินโครงสร้างใบหน้า (Facial Assessment) เพื่อดูว่าปัญหาหลักของคุณอยู่ที่ชั้นไหน และวางแผนการรักษา (Treatment Plan) แบบผสมผสาน เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง
ที่ The Hourglass Clinic เราพร้อมที่จะเป็น "สถาปนิก" ออกแบบโครงสร้างใบหน้าของคุณใหม่ ให้กลับมาดูดีในแบบที่เป็นคุณที่สุดครับ